หลักการเดินระบบน้ำเพื่อการเกษตร ภายในสวน !!

Last updated: Jun 17, 2017  |  603 จำนวนผู้เข้าชม  |  การออกแบบระบบน้ำ

 

1. การเลือกขนาดปั๊มหรือประเภทของปั๊ม บางท่านอาจจะเลือกใช้จากเครื่องจักรที่ตัวเองมีอยู่แล้วนำมาดัดแปลง หรือ บางท่านอาจจะใช้ปั๊มน้ำไฟฟ้าประเภทใดประเภทหนึ่ง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่อย่างไรก็ตาม ปั๊มน้ำที่นำมาใช้ก็ควรจะมีกำลังมากพอที่จะเดินระบบน้ำในสวนได้

2. การเลือกขนาดท่อน้ำสำหรับท่อหลักนั้นก็ควรเป็นขนาดที่ใหญ่ เพื่อการไหลเวียนของน้ำที่มากและคงสภาพแรงดันไว้ได้อย่างดี เช่นท่อน้ำ PVC ขนาด 3 นิ้วสามารถส่งน้ำได้ประมาณ 30,000 – 35,000 ลิตรต่อชั่วโมง หรือ PVC ขนาด 2 นิ้วสามารถส่งน้ำได้ประมาณ 15,000 – 18,000 ลิตรต่อชั่วโมง ดังนั้นการเลือกขนาดท่อที่เหมาะสมกับขนาดแรงขับของปั๊มน้ำและปริมาณที่ต้องการใช้จึงเป็นอีกหนึ่งความสำคัญที่ต้องใส่ใจ

3. การเลือกอุปกรณ์หรือท่อน้ำในการติดตั้งระบบน้ำเพื่อการเกษตร มีความสำคัญอย่างมากเช่นกันเพราะอุปกรณ์ต่างๆ หรือท่อน้ำนั้นก็มักจะมีราคาแพง ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์หรือท่อน้ำให้ถูกลักษณะ จึงเป็นการลดต้นทุนและยืดอายุการใช้งานให้กับระบบน้ำในการเกษตรเช่นกัน ท่อน้ำเพื่อการเกษตรนั้นจะมีหลายราคาหลายคุณภาพ สำหรับลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป หากเป็นท่อน้ำสำหรับระบบน้ำเพื่อการเกษตรแบบถาวรหรือระบบน้ำที่มีปั๊มเข้ามาเกี่ยวข้อง แนะนำว่าท่อที่สูบน้ำขึ้นมาจากแหล่งน้ำแล้วเชื่อมต่อเข้าสู่ตัวปั๊มน้ำ ให้ใช้ท่อน้ำหรืออุปกรณ์ที่มีคุณภาพดีเพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนาน เพราะอุปกรณ์ต่างๆที่ติดตั้งไว้ มักจะแก้ไขหรือซ่อมแซมได้ยากในกรณีที่เกิดการชำรุด

4. การต่อท่อน้ำไปยังพื้นที่ที่ต้องการ ควรจะให้มีส่วนงอน้อยที่สุดเพราะความโค้งงอของท่อจะสร้างแรงเสียดทานทำให้ความแรงของน้ำลดลงและทำให้ปั๊มน้ำทำงานหนักขึ้นเช่นกัน

5. การวางท่อน้ำหลักนั้นต้องดูสภาพพื้นที่เป็นหลัก หากพื้นที่ที่ต้องการวางระบบน้ำเพื่อการเกษตรนั้น  เป็นพื้นที่แบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือใกล้เคียง ควรวางท่อน้ำหลักไว้บริเวณกึ่งกลางสวน เพื่อให้แรงดันน้ำส่งต่อไปยังท่อย่อยได้อย่างสม่ำเสมอทั้ง 2 ฝั่ง แล้วจึงใช้ข้อต่อแบบ 4 ทางแยกสู่ท่อย่อยต่อไป หากพื้นที่ที่ต้องการนั้นเป็นลักษณะแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือลักษณะใกล้เคียงที่มีหน้ากว้างแคบ อาจจะวางท่อหลักไว้ด้านใดด้านหนึ่งก็ได้ การวางท่อน้ำหลักในลักษณะนี้ ก็เพื่อกระจายแรงดันให้ได้ทั่วถึงกัน เพราะหากวางท่อไปด้านใดด้านหนึ่ง ขณะที่พื้นที่เป็นแบบลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัสแล้ว ก็อาจจะทำให้สปริงเกอร์หรือมินิสปริงเกอร์ หรืออุปกรณ์กระจายน้ำที่ติดตั้งไว้บริเวณท้ายๆทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะแรงดันปลายแถวไม่เพียงพอ

6. หัวสปริงเกอร์หรืออุปกรณ์กระจายน้ำจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงวัสดุที่จะนำมาเป็นท่อย่อย เพราะหากใช้สปริงเกอร์ตัวใหญ่ ท่อย่อยก็ควรจะเป็นท่อน้ำแบบ PVC หรือหากเป็นอุปกรณ์กระจายน้ำแบบมินิสปริงเกอร์หรือหัวน้ำหยด ท่อย่อยก็ควรจะเป็นท่อ PE เพื่อง่ายต่อการใช้งาน